โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่หนุ่มๆควรรู้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่หนุ่มๆควรรู้

นานาสาระ, เรื่องบนเตียง
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่หนุ่มๆควรรู้
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่หนุ่มๆควรรู้

* หนองในเทียม

หรือ Chlamydia เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ Sexually Transmitted Diseases (STDs) ที่เป็นกันมากที่สุดในโลก โดยเชื้อแบคทีเรียสามารถถูกส่งผ่านได้ทางช่องคลอด ทวารหนัก รวมถึงช่องปาก จากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อหนองในเทียมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมักไม่แสดงอาการอย่างเด่นชัด บางคนอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงออกอาการ

 

อาการที่พบบ่อยของผู้ชายที่ได้รับเชื้อหนองในเทียม อาทิ มีอาการปวดแสบอวัยวะเพศขณะปัสสาวะ ลูกอัณฑะบวม เป็นต้น ผู้ที่ได้รับเชื้อและปรากฏอาการ แม้ว่าต่อมาอาการหายไป แต่การติดเชื้ออาจยังคงอยู่ ดังนั้นผู้ติดเชื้อจึงควรได้รับการรักษาให้หายขาดโดยเร็ว

 

* หนองใน

โรคหนองในเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถส่งผลกระทบต่อทวารหนัก คอ หรือท่อปัสสาวะ โดยมันอาจถูกส่งผ่านทางทวารหนัก ช่องปาก และ/หรือช่องคลอด จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้มักไม่แสดงอาการใดๆ แต่บางคนก็อาจแสดงอาการ อาทิ เจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีเขียว ขาวขุ่น หรือเหลืองเข้ม และลูกอัณฑะบวม บ่อยครั้งที่ทั้งอาการหนองในเกิดขึ้นพร้อมกับหนองในเทียม

 

* Trichomoniasis

ทั้งชายและหญิงสามารถติดเชื้อนี้ได้โดยไม่แสดงอาการ และก็เช่นเดียวกับโรคหนองในและหนองในเทียม อาจมีภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ คันหรือแสบอวัยวะเพศ รวมถึงมีของเหลวบางอย่างไหลออกจากท่อปัสสาวะ

 

* HIV

หรือ Human Immunodeficiency Virus ที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ไวรัสเอดส์ อาจจัดเป็น STDs ที่น่ากลัวที่สุดในโลก นอกจากติดต่อกันโดยการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่แล้ว HIV ยังสามารถติดต่อด้วยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงจากแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วส่งผ่านเชื้อไปยังทารก ซึ่งเชื้อร้ายนี้สามารถทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในเวลาต่อมา

 

ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงภาวะผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน อาจใช้เวลานับสิบปี โดยใน 2-4 สัปดาห์แรกที่ได้รับเชื้อ อาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว ทุกวันนี้มียาหลายชนิดสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV แต่ก็ทำได้เพียงชะลออาการเท่านั้น

 

* เริม

หรือ Herpes Simplex Viruses (HSVs) สามารถติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และก็เหมือนโรคอื่น คนที่รับเชื้อเริมอาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากแสดงอาการ จะเป็นแผลพุพองตามร่างกาย ซึ่งอาจพบได้ทั้งที่อวัยวะเพศ อัณฑะ ทวารหนัก ไม่เว้นแม้ภายในท่อปัสสาวะ ผิวอ่อนต้นขา รวมถึงแผลในช่องปาก หากเริมเกิดขึ้นที่ริมฝีปากหรือรอบปาก ก็สามารถแพร่กระจายผ่านการจูบได้อีกทางหนึ่ง การติดเชื้อเริมยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน ยังคงทำได้เพียงให้ยาต้านไวรัส เพื่อทุเลาและชะลออาการเท่านั้น

 

* หูดที่อวัยวะเพศ

หรือ Genital Warts เกิดได้จากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) อาการนี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ราว 75 เปอร์เซ็นต์ อาการที่อาจปรากฏคือ เนื้อนูนเป็นตุ่มหรือปุ่มปมที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก ซึ่งขณะนี้การฉีดวัคซีนสามารถรักษาหูดที่เกิดจากเชื้อ HPV ได้อย่างรวดเร็วกว่าการปล่อยให้ร่างกายรักษาด้วยตัวเอง

 

* ไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี

หรือ Hepatitis B เกิดจากเชื้อ Hepatitis B virus (HBV) จัดเป็นไวรัสอันตรายอย่างยิ่ง แตกต่างจากเชื้อโรคอื่นๆ ที่เพียงก่อให้เกิดอาการต่างๆบริเวณอวัยวะเพศ แต่เชื้อ HBV นี้ อาจรุนแรงได้ถึงขั้นทำให้เกิดการอักเสบของตับ นอกจากติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว เชื้อ HBV ยังอาจส่งผ่านโดยการถ่ายเลือดหรือของเหลวในร่างกายจากคนที่ได้รับเชื้ออยู่ก่อน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เบื่ออาหาร ไข้ต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดข้อและกล้ามเนื้อ รวมถึงมีภาวะดีซ่าน (ตัวเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม)

 

* ซิฟิลิส (Syphilis)

เกิดจากแบคทีเรียที่สามารถส่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งช่องทางปกติ ทวารหนัก รวมถึงช่องปาก

 

ซิฟิลิสอาจแบ่งได้เป็น 4 ระยะ โดยเมื่อแรกรับเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ จากนั้นอาจพัฒนาเป็นเชื้อโรคที่แฝงอยู่ในร่างกาย ในระยะสุดท้าย มันอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในสมอง รวมถึงสูญเสียการมองเห็นและได้ยิน (ตาบอด หูหนวก) แต่ก็นับว่าโชคดีที่ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสำหรับซิฟิลิส หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็สามารถหายขาดได้